ช่วงหลังผมและทีมใช้ AI กับ Live Document ในการทำงานมากขึ้น เราส่งต่อข้อมูล ความเห็น และแนวคิดกันผ่านเอกสารใน repo มีทั้งแผนงาน ข้อเสนอ บันทึกการตัดสินใจ และไฟล์ Markdown ที่ช่วยให้คนถัดไปกลับมาอ่านต่อได้ สิ่งที่เมื่อก่อนต้องใช้เวลานั่งเขียนเอง ตอนนี้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้นมาก และมีรายละเอียดมากกว่าที่เราจะเขียนเองในเวลาที่เท่ากัน
นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากให้เกิดมาตลอด งานควรมีหลักฐาน มีเหตุผลให้ย้อนกลับไปดู และไม่ควรฝากทุกอย่างไว้กับความจำของคน แต่พอใช้ไปจริง ๆ ผมเริ่มเจอความเหนื่อยอีกแบบหนึ่ง
ผมเหนื่อยกับการอ่าน
จากเมื่อก่อนที่เหนื่อยกับการลงมือทำงานชิ้นหนึ่งเอง ตอนนี้กลายเป็นเหนื่อยกับการอ่านเอกสาร แผน และแนวคิดที่ AI ช่วยสร้างทิ้งไว้ ต้องไล่ดูว่าสิ่งที่เขียนมาตอบโจทย์จริงไหม มีอะไรตกหล่นหรือเปล่า ประโยคไหนเป็นข้อเท็จจริง ประโยคไหนเป็นสิ่งที่ AI คาดเอาเอง และข้อเสนอทั้งหมดกำลังพาเราไปในทิศทางที่ตั้งใจไว้หรือไม่
ถ้าไม่อ่านแล้วเชื่อไปทั้งหมด งานก็อาจเบี้ยวได้ แต่ถ้าต้องอ่านทุกไฟล์ ทุกหน้า ทุกครั้ง ก่อนที่ใครจะทำอะไรต่อได้ ผมก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเรากำลังทำงานเร็วขึ้นทั้งระบบจริงหรือเปล่า
ความเร็วของคนเขียน อาจกลายเป็นภาระของคนอ่าน
เมื่อก่อนเวลาทำงานกับคน ผมมักได้ฟังว่าเขาคิดอย่างไร จะทำอะไร และติดอะไรอยู่ บางเรื่องใช้เวลาไม่กี่นาที ผมถามกลับตรงที่ยังไม่เข้าใจ เขาขยายความ แล้วเราก็พอจะตัดสินใจร่วมกันได้ แน่นอนว่าการคุยอย่างเดียวมีข้อจำกัด เรื่องที่ไม่ได้บันทึกอาจหายไป คนที่ไม่ได้อยู่ในวงก็ต้องมาถามใหม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับ Live Document
แต่เมื่อบทสนทนาถูกเปลี่ยนเป็นเอกสารหลายไฟล์ ไฟล์ละหลายหน้า คนอ่านต้องทำงานเพิ่มอีกชั้น ต้องค้นหาก่อนว่าประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปจากรอบก่อน และจริง ๆ แล้วคนส่งอยากให้เราตัดสินใจเรื่องอะไร
ต้นทุนของการสร้างข้อความลดลงมาก แต่ต้นทุนของการตรวจสอบไม่ได้ลดลงตามเสมอไป เอกสารที่อ่านลื่น มีหัวข้อครบ และดูมีเหตุผล ยังต้องใช้คนตรวจว่ามันถูกต้องและเหมาะกับงานจริงหรือไม่ บางครั้งยิ่งเขียนดี เรายิ่งต้องระวัง เพราะความมั่นใจของภาษาทำให้ข้อสมมติดูเหมือนเป็นข้อสรุปที่ผ่านการตรวจมาแล้ว
ถ้าทีมสร้างแผนได้เร็วขึ้น แต่ทุกแผนมารอให้คนเดียวอ่านและตัดสินใจ คอขวดก็เพียงย้ายที่ จากคนทำงานมาอยู่ที่คนรีวิว และถ้าคนรีวิวเริ่มอ่านไม่ไหว ทางเลือกที่เกิดขึ้นอาจเป็นการปล่อยผ่าน หรือดองงานไว้จนมีเวลา ทั้งสองอย่างมีต้นทุนกับทีม
คำถามที่ผมเริ่มถามตัวเองจึงเป็นว่า เราลดงานลงจริง หรือแค่ย้ายภาระจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง โดยยังไม่ได้ออกแบบวิธีส่งต่องานให้ดีพอ
ก่อนส่งให้รีวิว คนส่งต้องช่วยกลั่นมาก่อน
ผมคิดว่าร่างที่ AI สร้างขึ้นควรเป็นจุดเริ่มต้นของคนรับผิดชอบงาน คนนั้นยังต้องอ่าน ตรวจ และเลือกว่าข้อเสนอไหนเป็นสิ่งที่ตัวเองพร้อมยืนอยู่ข้างหลัง การส่งไฟล์ทั้งหมดต่อมาแล้วบอกว่า “ช่วยรีวิวให้หน่อย” อาจหมายถึงกำลังส่งทั้งงานตรวจข้อเท็จจริง งานจับประเด็น และงานตัดสินใจมาให้คนถัดไปพร้อมกัน
สิ่งที่ผมอยากให้มาพร้อมเอกสารก่อนรีวิว มีประมาณนี้:
- อยากให้ช่วยตัดสินใจหรือให้ความเห็นเรื่องอะไร ระบุคำถามให้ชัด ไม่ใช่เพียงขอให้ตรวจทั้งชุด
- แนะนำทางไหน และเพราะอะไร คนส่งควรมีข้อเสนอของตัวเอง หลังจากอ่านสิ่งที่ AI เตรียมมาแล้ว
- มี trade-off หรือความเสี่ยงอะไร รวมถึงเรื่องที่ยังไม่รู้และต้องตรวจเพิ่ม
- อะไรเปลี่ยนจากที่เคยคุยกัน และตรวจอะไรมาแล้วบ้าง เพื่อไม่ให้คนรับต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง
- ควรอ่านไฟล์ไหน ส่วนไหนก่อน พร้อมทางไปดูรายละเอียดและหลักฐานเมื่อจำเป็น
สรุปแบบนี้ไม่ได้มีไว้แทนเอกสารทั้งหมด มันเป็นแผนที่ให้คนอ่านรู้ว่าควรใช้เวลากับอะไร เรื่องที่มีผลกระทบสูงยังต้องลงไปตรวจหลักฐานและรายละเอียด แต่เราไม่ควรบังคับให้ทุกคนกวาดทุกหน้าเพื่อค้นหาคำถามที่ซ่อนอยู่
รอบแก้ไขก็เช่นกัน ถ้าผมให้ความเห็นกลับไปแล้ว สิ่งที่อยากเห็นในรอบถัดไปคือแก้อะไรไป ตอบข้อกังวลเดิมอย่างไร และยังมีอะไรไม่จบ ไม่ใช่เอกสารฉบับใหม่ที่ต้องอ่านทั้งหมดอีกครั้งเพื่อหาเองว่าต่างจากเดิมตรงไหน
ความสามารถในการใช้ AI สร้างงานจึงควรมาพร้อมความรับผิดชอบในการทำให้งานนั้นพร้อมส่งต่อด้วย ปริมาณไฟล์ที่เพิ่มขึ้นไม่ควรถูกนับเป็นความคืบหน้าโดยอัตโนมัติ ถ้าคนถัดไปยังต้องใช้เวลาอีกมากเพื่อทำความเข้าใจว่างานต้องการอะไรจากเขา
บางเรื่องควรคุย แล้วค่อยบันทึก
อีกเรื่องที่ผมเริ่มคิดคือ เราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้กลายเป็นการอ่านเอกสารก่อนเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องที่โจทย์ยังไม่ชัด มีหลายมุมที่ต้องชั่งน้ำหนัก หรือยังไม่ตรงกันว่าเรากำลังแก้ปัญหาอะไร การคุยกันสั้น ๆ อาจช่วยให้เห็นจุดที่ต่างกันได้เร็วกว่าการส่งแผนยาวกลับไปกลับมาหลายรอบ
จากนั้นค่อยใช้ AI ช่วยบันทึกสิ่งที่ตกลงกัน เหตุผลที่เลือก สิ่งที่ยังไม่เลือก และงานที่ต้องทำต่อ เอกสารจะได้เก็บความเข้าใจร่วมที่เกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะขยายข้อสมมติที่ยังไม่เคยตกลงกันให้กลายเป็นแผนหลายหน้า
เรายังต้องตกลงกันด้วยว่าเรื่องไหนเจ้าของงานตัดสินใจเองได้ เรื่องไหนส่งมาเพื่อรับทราบ และเรื่องไหนต้องรอรีวิวจริง ๆ ถ้าทุกไฟล์ต้องผ่านผมก่อน ทีมก็ยังเดินต่อไม่ได้ด้วยตัวเอง ต่อให้มี AI ช่วยสร้างงานเร็วแค่ไหนก็ตาม
ผมยังเชื่อใน Live Document และยังอยากให้งานมีข้อมูลที่คนอื่นอ่านต่อได้ แต่ประสบการณ์ช่วงนี้ทำให้เห็นว่าการสร้างเอกสารเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของงาน อีกครึ่งคือทำอย่างไรให้คนถัดไปเข้าใจ ตรวจสอบ และตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องแบกภาระการอ่านทุกอย่างที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้
AI ช่วยให้เราเขียนได้เร็วขึ้นมากแล้ว สิ่งที่ทีมต้องช่วยกันพัฒนาต่อ คือการเลือกว่าจะส่งอะไร ส่งให้ใคร และส่งอย่างไรให้เขาทำงานต่อได้จริง
เพราะเวลาของคนอ่าน ก็เป็นทรัพยากรของทีมเหมือนกัน